หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

มาตรฐาน ISO 26000 บทที่ 5 (ตอนที่ 17 หัวข้อกำหนด 5.1 - การยอมรับ SR และการผูกมัดเข้ากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)

บทที่ 5
การอธิบายความหมาย และรายละเอียดของมาตรฐาน ISO 26000 ฉบับ FDIS (Explanation of ISO/SR 26000; Final Draft International Standard)
ตอนที่ 17: หัวข้อกำหนด 5 - การยอมรับ SR และการผูกมัดเข้ากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Recognizing social responsibility and engaging stakeholders)

5. Recognizing social responsibility and engaging stakeholders
5.1 General
This Clause addresses two fundamental practices of social responsibility: the recognition by an organization of its social responsibility, and the organization's identification of, and engagement with, its stakeholders. As with the principles described in Clause 4, these practices should be kept in mind when addressing the core subjects of social responsibility described in Clause 6.
The recognition of social responsibility involves identifying the issues raised by the impacts of an organization’s decision’ s and activities, as well as the way these issues should be addressed so as to contribute to sustainable development.
The recognition of social responsibility also involves the recognition of an organization’s stakeholders. As described in 4.5, a basic principle of social responsibility is that an organization should respect and consider the interests of its stakeholders that will be affected by its decisions and activities.

คำอธิบาย
5. การยอมรับ SR และการผูกมัดเข้ากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5.1 บททั่วไป
        รายละเอียดของหัวข้อกำหนดนี้ จะระบุถึงวิธีการปฏิบัติพื้นฐานของ SR ที่สำคัญอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ การยอมรับขององค์การต่อการแสดงบทบาทและความรับผิดชอบด้านสังคมออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน และการระบุ/ ชี้บ่งในเรื่องการผูกมัดตนเองขององค์การแห่งนั้น เข้ากับกลุ่ม Stakeholders ทั้งหลายที่เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับตามรายละเอียดของหลักการที่ได้ถูกระบุไว้แล้วอยู่ภายในหัวข้อกำหนดที่ 4 ดังนั้นวิธีการปฏิบัติต่างๆ เหล่านี้ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และระลึกถึงอยู่เสมอตลอดระยะเวลาเมื่อมีการอ่านรายละเอียดของหัวข้อกำหนดที่ 6 ซึ่งแสดงความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของ SR อยู่เป็นประการสำคัญ
             สำหรับรายละเอียดของการยอมรับต่อการแสดงความรับผิดชอบทางสังคมออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ จึงครอบคลุมไปถึงการระบุ/ ชี้บ่งถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ออกมา ทั้งนี้โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับระดับของผลกระทบในลักษณะต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากการตัดสินใจ และการปฏิบัติงานกิจกรรมต่างๆ ขององค์การแห่งนั้น และเช่นเดียวกันรายละเอียดของประเด็นที่สำคัญเหล่านี้ ล้วนจะต้องมีวิธีการกำหนด หรือระบุออกมาให้เห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะสามารถช่วยสนับสนุน หรือส่งเสริมต่อการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมไปถึงการมีสุขอนามัย และการสร้างสวัสดิการของสังคมที่ดีขึ้นมาได้โดยตรง
         ในทางปฏิบัติผลของการยอมรับต่อการแสดงความรับผิดชอบทางสังคมออกมาให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ ยังครอบคลุมลงไปสู่รายละเอียดในเรื่องของการยอมรับต่อกลุ่ม Stakeholders ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับองค์การ โดยได้มีการระบุไว้เป็นรายละเอียดอยู่ภายในหัวข้อกำหนดที่ 4.5 แล้วนั้น จะแสดงความเกี่ยวข้องกับการปรากฏเป็นหลักการพื้นฐานของ SR อีกร่วมด้วย กล่าวคือ องค์การสมควรจะแสดงการเคารพนับถือ และทำการพิจารณาถึงรายละเอียดผลประโยชน์ของ Stakeholders ต่างๆ ซึ่งมีส่วนได้รับผลกระทบออกมาจากการตัดสินใจและการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ขององค์การแห่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
XXXXXXXXX


มาตรฐาน ISO 26000 บทที่ 5 (ตอนที่ 16 หัวข้อกำหนด 4.8 - การแสดงความเคารพนับถือต่อสิทธิมนุษยชน)


บทที่ 5
การอธิบายความหมาย และรายละเอียดของมาตรฐาน ISO 26000 ฉบับ FDIS (Explanation of ISO/SR 26000; Final Draft International Standard)
ตอนที่ 16: หัวข้อกำหนด 4.8 การแสดงความเคารพนับถือต่อสิทธิมนุษยชน
  
4.8 Respect for human rights

The principle is: an organization should respect human rights and recognize both their importance and their universality (see also the core subject on human rights in 6.3).
An organization should:
- respect and, where possible, promote the rights set out in the International Bill of Human Rights;
- respect the universality of these rights, that is, they are indivisibly applicable in all countries, cultures and situations;
- in situations where human rights are not protected, take steps to respect human rights and avoid taking advantage of these situations; and
- in situations where the law or its implementation does not provide for adequate protection of human rights, adhere to the principle of respect for international norms of behavior (see 4.7).

  คำอธิบาย
 4.8 การแสดงความเคารพนับถือต่อสิทธิมนุษยชน
        หลักการของสิทธิมนุษยชนนั้น ระบุว่า องค์การควรแสดงความเคารพนับถือต่อสิทธิมนุษยชน และมีการยอมรับทั้งในระดับที่เป็นความสำคัญ และรายละเอียดอื่นๆ ในเรื่องของความเป็นสากลดังกล่าว (พิจารณาเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในหัวข้อกำหนดที่ 6.3 ประกอบด้วย)
        เพราะฉะนั้นองค์การจึงควรปฏิบัติในแนวทางที่เหมาะสม ดังนี้
        - แสดงการเคารพนับถือ และในทางปฏิบัติที่เป็นไปได้นั้นควรมีการยอมรับ หรือทำการสนับสนุนในรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเมื่อถูกระบุขึ้นมาโดยรัฐบัญญัตินานาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นประการสำคัญ
        - มีการเคารพนับถือและยอมรับในรายละเอียดว่า สิทธิต่างๆ มีสภาพของความเป็นสากลทั้งสิ้น ซึ่งสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ มีความกว้างขวางเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกประเทศ วัฒนธรรม และสถานการณ์ในแต่ละครั้ง
        - ภายใต้สถานการณ์เมื่อสิทธิมนุษยชนไม่ได้รับการปกป้อง/ คุ้มครอง จึงจำเป็นต้องดำเนินการโดยอาศัยขั้นตอนต่างๆ เพื่อนำไปสู่ระดับความสามารถที่ดีที่สุดในการก่อให้เกิดผลต่อการแสดงความนับถือสิทธิมนุษยชนขึ้นมาได้ตามลำดับ รวมไปถึงองค์การจะต้องไม่แสวงหาความได้เปรียบภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ อีกร่วมด้วยเสมอ และ
        - ภายใต้สถานการณ์เมื่อไม่มีการกำหนด หรือเมื่อถูกระบุอยู่ไว้ภายใต้รายละเอียดที่เป็นไปตามขอบเขตทางกฎหมายระดับชาติ หรือในกรณีที่กฎหมายมีสถานะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เกิดขึ้นอย่างเพียงพอเหมาะสม หรือสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้อย่างครอบคลุม เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็ตาม องค์การก็จำเป็นต้องมีการผูกมัดตนเองเข้ากับการปฏิบัติงานที่เป็นไปตรงตามหลักการของการแสดงความเคารพนับถือ ต่อการสร้างบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรมขึ้นมาให้เห็นผลได้เป็นอย่างดี (พิจารณารายละเอียดจากหัวข้อกำหนดที่ 4.7 ประกอบร่วมด้วย)
 
 การแสดงความเคารพนับถือ ปกป้อง/ คุ้มครอง และมีการเฝ้าระวังเรื่องสิทธิมนุษยชน ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิผลที่ดีนั้น จัดเป็นเรื่องสำคัญที่องค์การแต่ละแห่ง ต้องปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องเป็นไปตามหลักการของ SR อีกร่วมด้วย
XXXXXXXXX 

มาตรฐาน ISO 26000 บทที่ 5 (ตอนที่ 15 หัวข้อกำหนด 4.7 - การแสดงความเคารพนับถือต่อบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม)

บทที่ 5
การอธิบายความหมาย และรายละเอียดของมาตรฐาน ISO 26000 ฉบับ FDIS (Explanation of ISO/SR 26000; Final Draft International Standard)
ตอนที่ 15: หัวข้อกำหนด 4.7 การแสดงความเคารพนับถือต่อบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม
4.7 Respect for international norms of behavior
The principle is: an organization should respect international norms of behavior, while adhering to the principle of respect for the rule of law.
An organization should:
- In situations where the law or its implementation does not provide for adequate environmental or social safeguards, an organization should strive to respect, as a minimum, international norms of behavior.
- In countries where the law or its implementation conflicts with international norms of behavior, an organization should strive to respect such norms to the greatest extent possible.
- In situations where the law or its implementation is in conflict with international norms of behavior, and where not following these norms would have significant consequences, an organization should, as feasible and appropriate, review the nature of its relationships and activities within that jurisdiction.
- An organization should consider legitimate opportunities and channels to seek to influence relevant organizations and authorities to remedy any such conflicts.
- An organization should avoid being complicit in the activities of another organization’s that are not consistent with international norms of behavior.

 
Understanding complicity
Box 4
Complicity has both legal and non-legal meanings.
In the legal context, complicity has been defined in some jurisdictions as being party to an act or omission having a substantial effect on the commission of an illegal act such as a crime, while having knowledge of, or intent to contribute to, that illegal act.
Complicity is associated with the concept of aiding and abetting an illegal act or omission.
In the non-legal context, complicity derives from broad societal expectations of behavior. In this context, an organization may be considered complicit when it assists in the commission of wrongful acts of others that are inconsistent with, or disrespectful of, international norms of behavior that the organization, through exercising due diligence, knew or should have known, would lead to substantial negative impacts on society, the economy or the environment. An organization may also be considered complicit where it stays silent about or benefits from such wrongful acts.

คำอธิบาย
4.7 การแสดงความเคารพนับถือต่อบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม
        หลักการของบรรทัดฐานระดับนานาชาติ ระบุว่า องค์การควรแสดงความเคารพนับถือต่อรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานระดับนานาชาติทั้งหลาย ซึ่งบรรทัดฐานเหล่านี้ ล้วนมีส่วนผูกมัดเข้ากับการปฏิบัติงานที่สอดคล้องเป็นไปตรงตามหลักการของการแสดงความเคารพนับถือต่อบทบัญญัติของรายละเอียดทางกฎหมายเป็นประการสำคัญ ดังนั้นบรรทัดฐานระดับนานาชาติก็คือ หลักการ ความคาดหวัง หรือมาตรฐานสำหรับการแสดงพฤติกรรมที่เป็นสากล หรือปรากฏอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับสากล โดยทั้งนี้เกิดขึ้นมาจากผลสืบเนื่องของการถูกยอมรับ มีพื้นฐานหรือถูกดัดแปลงมาจากรายละเอียดของกฎหมายระดับนานาชาติอีกหลายฉบับ และในที่สุดได้กลายสภาพมาเป็นหลักการที่ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปของกฎหมายนานาชาติ หรือในทางปฏิบัติอาจได้รับขึ้นมาจากรายละเอียดอีกหลายแหล่งของกฎหมายมหาชนในระดับนานาชาติ เช่น สนธิสัญญา เป็นต้น
        เพราะฉะนั้นองค์การจึงควรมีการปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสม ดังนี้
        - ในขณะที่สถานการณ์ของกฎหมายระดับชาติ หรือมีความเกี่ยวเนื่องเข้ากับการปฏิบัติงานเป็นไปตามรายละเอียดของกฎหมายดังกล่าวเช่นนั้น ไม่ได้รับการกำหนดไว้อย่างพอเพียง หรือเมื่อถูกระบุไว้เป็นกฎเกณฑ์ข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับการบังคับใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมหรือสังคมอีกร่วมด้วยนั้น องค์การทั้งหลายจึงควรจำเป็นต้องมีการดิ้นรน แสวงหาเพื่อการแสดงความเคารพนับถือขึ้นมาเป็นอย่างต่ำต่อการสร้างบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม เพื่อให้เห็นผลออกมาได้อย่างชัดเจนตามลำดับ
        - ในขณะที่ภายในประเทศแห่งนั้น กฎหมายระดับชาติหรือการปฏิบัติงานที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตรงตามรายละเอียดของกฎหมายดังกล่าว มีลักษณะเป็นเรื่องของการขัดแย้งหรือยับยั้ง เพื่อกระทำไม่ให้องค์การสามารถดำเนินการ เพื่อแสดงความเคารพนับถือขึ้นมาต่อบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรมได้แล้ว องค์การก็ควรจำเป็นต้องมีการดิ้นรน แสวงหาเพื่อการแสดงความเคารพนับถือต่อการสร้างบรรทัดฐานในระดับอื่นๆ ที่สามารถประพฤติปฏิบัติงานได้ และก่อให้เกิดผลที่ดีขึ้นมาได้ต่อไปตามลำดับ
        - ภายใต้สถานการณ์ที่กฎหมายเกิดความขัดแย้งขึ้นมาต่อบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม และถ้าไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามรายละเอียดของบรรทัดฐานดังกล่าวนี้แล้ว ย่อมอาจส่งผลสืบเนื่องอย่างมีนัยสำคัญเกิดติดตามขึ้นมาได้นั้น องค์การก็ควรทำการพิจาณาถึงลักษณะความเป็นไปได้ ระดับความเหมาะสม มีการทบทวนรายละเอียดและธรรมชาติของกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ รวมไปถึงระดับความสัมพันธ์ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของอำนาจทางศาลหรือการบังคับตัดสินคดีเป็นส่วนใหญ่
        - องค์การควรทำการพิจารณาถึงโอกาสอันชอบธรรม หรือเป็นรายละเอียดของสิทธิที่มีความถูกต้องตามกฎหมาย และกำหนดช่องทางต่างๆ ที่เหมาะสมขึ้นมา โดยอาศัยการดำเนินการค้นหา หรือสามารถแสดงอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์การแห่งนั้น ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังผลสำหรับการแก้ไขรายละเอียดข้อขัดแย้งต่างๆ เหล่านั้น ที่แสดงถึงความสัมพันธ์เข้ากับการประพฤติปฏิบัติงานตามลักษณะของกฎหมายระดับชาติได้เป็นอย่างดี
        - องค์การควรหลีกเลี่ยงในการเข้าไปมีส่วนร่วม หรือการสมรู้ร่วมคิดในการปฏิบัติกิจกรรมประเภทต่างๆ ร่วมกับองค์การภายนอกอื่นๆ ซึ่งสามารถชี้บ่งหรือช่วยสะท้อนออกมาให้เห็นได้ถึงผลความล้มเหลวต่อการปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความสอดคล้องเข้ากับบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรมที่กำหนดไว้แล้วเป็นสำคัญ
 
บรรทัดฐานระดับนานาชาติที่ถูกกำหนดขึ้นมา โดยองค์การ/ หน่วยงานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งมีผลต่อการจัดทำหรือพัฒนา และถูกยอมรับนับถือกันอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป

กล่องที่ 4 การเข้าใจในรายละเอียดของการสมรู้ร่วมคิด
การสมรู้ร่วมคิดนั้น มีความหมายที่หลากหลาย และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในลักษณะที่เป็นผลทางกฎหมาย และไม่เป็นผลทางกฎหมาย
ภายใต้บริบทของการสมรู้ร่วมคิดที่เป็นผลทางกฎหมายนั้น ส่วนใหญ่ได้ถูกกำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนแล้วเมื่ออยู่ภายใต้ของเขตของอำนาจทางศาล หรือเมื่อปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาตัดสินคดีความ ซึ่งสามารถเข้าใจได้ในรายละเอียดที่ว่า เป็นการกระทำเพื่อก่อให้เกิดการช่วยเหลือต่อการประพฤติ/ ปฏิบัติในลักษณะที่ผิดทางกฎหมายขึ้นมาตามลำดับ ขอยกตัวอย่างเช่น การก่ออาชญากรรมในลักษณะต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ลักษณะของการสมรู้ร่วมคิดดังกล่าว ยังอาจเป็นผลสืบเนื่องเกิดขึ้นได้กับรายละเอียดที่เป็นแนวความคิดบางประการ ซึ่งแสดงถึงการช่วยเหลือหรือการยุยงส่งเสริมให้มีการประพฤติปฏิบัติในทางผิดกฎหมาย หรือเป็นการละเว้นเกิดขึ้นอยู่โดยตรง
สำหรับภายใต้บริบทของการไม่เป็นผลทางกฎหมายนั้น ลักษณะของการสมรู้ร่วมคิดจะถูกกำหนดขึ้นมาจากผลของความคาดหวังทางพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับสังคม หรือภาพรวมออกมาเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นภายใต้บริบทและความหมายเช่นนี้ องค์การแต่ละแห่งจึงอาจถูกพิจารณาว่า มีส่วนในการกระทำที่สมรู้ร่วมคิดเกิดขึ้นมาได้ โดยการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือและก่อให้เกิดผลการปฏิบัติที่ผิดขึ้นมาในลักษณะต่างๆ กัน โดยเฉพาะการปฏิบัติงานที่มีลักษณะไม่สอดคล้องเป็นไป หรือการไม่แสดงผลของความเคารพนับถือต่อรายละเอียดที่เป็นบรรทัดฐานระดับนานาชาติของพฤติกรรม ซึ่งทั้งนี้องค์การเองจำเป็นต้องปฏิบัติงาน หรือผ่านช่องทางของการประเมินผลออกมาในลักษณะที่เป็นสิทธิอันควรจะได้รับตามกฎหมาย โดยที่องค์การเองอาจมีส่วนในการรับรู้ผลเป็นการล่วงหน้า หรือสมควรจะรับรู้ขึ้นมาหรือไม่ก็ตาม และในที่สุดย่อมนำพาไปสู่การเกิดผลกระทบเชิงลบขึ้นมาต่อสังคม สภาพเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้ตามลำดับ นอกจากนี้องค์การแห่งหนึ่งๆ ยังอาจถูกพิจารณาว่า มีส่วนในการสมรู้ร่วมคิดเกิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเมื่อแสดงอาการนิ่งเงียบเฉย หรือเมื่อได้รับผลประโยชน์บางประการเป็นการตอบแทนขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งจากการประพฤติปฏิบัติในลักษณะที่ผิดดังกล่าวเช่นนั้นอีกด้วย

 XXXXXXXXX